วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์


ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์

หากเปรียบเทียบจะเห็นได้เลยว่าไวรัสคอมพิวเตอร์กับไวรัสของมนุษย์ รวมทั้งอาการต่างๆมีความใกล้เคียงกันมากจริงๆจนแทบจะพูดได้เลยว่าเจ้าไวรัสคอมพิวเตอร์นี้ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับไวรัสของมนุษย์นั้นเอง 



ไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆ 

ไวรัสคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1. บู๊ตเซ็กเตอร์ไวรัส หรือบู๊ตอินเฟ็กเตอร์ไวรัส (Boot Sector Viruses / Boot Infector Viruses) เป็นไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในบู๊ตเซ็กเตอร์(ส่วนที่ฮาร์ดดิสก์จะอ่านก่อนข้อมูลอื่น) โดยไวรัสชนิดนี้นะครับจะซ่อนตัวอยู่ในแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ เมื่อมีการอ่านข้อมูลจากฟล็อปปี้ดิสก์ ไวรัสก็จะแฝงตัวเข้าสู่บู๊ตเซ็กเตอร์ของฮาร์ดดิสก์ ทำให้ฮาร์ดดิสก์ของเราติดไวรัส ไวรัสก็จะไปรบกวนการทำงานของคอมพิวเตอร์เมื่อมีการบู๊ตเครื่องใหม่ 

2. โปรแกรมไวรัส หรือ ไฟล์อินเฟ็กเตอร์ไวรัส (Program Viruses / File Infector Viruses) เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .com , .dll หรือ .exe และบางไวรัสสามารถเข้า ไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น .sys , .bin , .drv และโปรแกรมประเภท Overlay Programsได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะ เข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่สองวิธี คือ การแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในโปรแกรมผลก็คือหลังจาก โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิมดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่ จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม 

การทำงานของไวรัสนี้ โดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัส ส่วนของไวรัสจะทำงานก่อนและจะถือโอกาสนี้ฝังตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำทันทีแล้วจึงค่อยให้ โปรแกรมนั้นทำงานตามปกติต่อไป เมื่อไวรัสเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำแล้ว หลังจากนี้ไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมอื่นๆ ขึ้นมาทำงานต่อ ตัวไวรัสก็จะสำเนาตัวเองเข้าไป ในโปรแกรมเหล่านี้ทันที เป็นการแพร่ระบาดต่อไป วิธีการแพร่ระบาดอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่มีไวรัสติดอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมอื่น ๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียก นั้นทำงานตามปกติต่อไป

3. โพลีมอร์ฟิกไวรัส (Polymorphic Viruses) เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเอง ได้เมื่อมีสร้างสำเนา (Copy) ตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจแปรเปลี่ยนได้ถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือ ทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับ โดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

4. มาโครไวรัส (Macro Viruses) เป็นไวรัสที่จะแฝงตัวติดกับไฟล์ที่เป็นต้นแบบ (Template) ในการสร้างเอกสารต่างๆ หลังจากที่ไฟล์ต้นแบบติดไวรัสแล้ว ทุกๆเอกสารที่เปิดใช้งานแล้วมีการเชื่อมโยงกับไฟล์ต้นแบบนั้นๆก็จะติดไวรัสไปด้วยทำให้ไฟล์เกิดการเสียหายได้ 

5. สเตลท์ไวรัส (Stealth Viruses) เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์อินเฟ็กเตอร์ ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของ โปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสเตลท์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริง ของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัว ไวรัสจะเข้าไปควบคุม เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือใช้โปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ก็จะแสดงขนาดของโปรแกรมเท่าเดิม ทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บริษัท SEL ประเทศญี่ปุ่นเปิดตัวนวัตกรรมใหม่หน้าจอแบบพับได้ ขนาด 8.7 นิ้ว ในงาน Display Innovation 2014

บริษัท SEL ประเทศญี่ปุ่นเปิดตัวนวัตกรรมใหม่หน้าจอแบบพับได้ ขนาด 8.7 นิ้ว ในงาน Display Innovation 2014



โดยบริษัท SEL ได้นำนัวตกรรมดังกล่าวมาเปิดตัว 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นแรกเป็นหน้าจอขนาด 8.7 นิ้ว รองรับระบบสัมผัส ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมความหนาแน่นของพิกเซลต่อนิ้วอยู่ที่ 254ppi นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอยู่ที่สามารถพับทบกันได้มากถึง 3 ครั้ง และรองรับการพับได้มากกว่า 100,000 ครั้ง ซึ่งมีข้อจำกัดอยู่ที่รัศมีการโค้งงอที่สามารถทำได้แค่ 2 มม. และ 4 มม. จึงทำให้ไม่สามารถพับจนสุดได้


ขอบคุณภาพประกอบเนื้อหาข่าวจากเว็บไซต์ oled-display.net

CES 2010 นวัตกรรมใหม่ สุดไฮเทค

บุกงาน"CES 2010" นวัตกรรม"ไอที"รับปีใหม่
 
   มหกรรมงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ "CES 2010" ในนครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เพิ่งปิดฉากผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 2 วันก่อน
   ตามธรรมเนียมของทุกปีภายในงานนี้บรรดาบริษัทไอทีชั้นนำจะขนต้นแบบ รวมถึงนวัตกรรมไฮเทคใหม่ล่าสุดมาอวดศักยภาพให้ชาวโลกได้ยลโฉมก่อนใครเพื่อน ซึ่งเทคโนโลยีเด่นในมหกรรม CES ประจำปี ค.ศ.2010 หรือพ.ศ.2553 ที่โดดเด่นเตะตาผู้เข้าชมและผู้สื่อข่าวสายไอทีมากที่สุด มีดังนี้!
 
 
   1.สเลต พีซี (Slate PC) โน้ตบุ๊กขนาดพกพา สั่งงานผ่านจอทัชสกรีน รุ่น "สเลต พีซี" ของ บริษัทเอชพี ซึ่งทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7 ของบริษัทไมโครซอฟท์ เป็นทั้งโน้ตบุ๊ก เครื่องมือท่องอินเตอร์เน็ต และเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล (อีบุ๊ก) นายสตีฟ บัลเมอร์ ผู้บริหารไมโครซอฟท์ เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของเครื่องรุ่นนี้มากถึงขนาดลงทุนเปิดแถลงข่าวและสาธิตวิธีใช้งานด้วยตัวเองในงาน CES
 

   2.หนังสือดิจิตอล บริษัทซัมซุงเผย โฉมเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล (อีบุ๊ก) รุ่น "อี 6" (E6) ขนาดกระชับมือ
   3.ดูหนัง 3 มิติ เครื่องเล่นแผ่น "บลูเรย์" แบบ 3 มิติของ ค่ายพานาโซนิก วางคู่กับแว่นชมภาพยนตร์ 3 มิติ รุ่น"แอ๊กทีฟ ชัตเตอร์ 3ดี" (Active Shutter 3D)
   4.ทีวีบางเฉียบ โทรทัศน์จอภาพบางเฉียบ รุ่น "แอลอีดี 900" (LED 900) พัฒนาโดย บริษัทซัมซุง ตัวเครื่องและจอหนาไม่ถึง 3 นิ้ว หรือหนาพอๆ กับแท่งดินสอเท่านั้น และมีระบบแสดงผลเปลี่ยนภาพ 2 มิติ ให้กลายเป็น 3 มิติ
   5.ถ่ายใต้น้ำ ชุดกล้องดิจิตอลสำหรับถ่ายภาพใต้น้ำของ บริษัทลิควิด อิมเมจ เหนือชั้นกว่ากล้องใต้น้ำอื่นๆ ตรงที่สวมติดกับศีรษะได้อย่างมั่นคงและบันทึกภาพด้วยค่าความละเอียดสูง (HD)
   6.จักรยานไฟฟ้า บริษัท ซันโย ทวีปอเมริกาเหนือ เปิดตัวจักรยาน รุ่น "เอเนลลูป" (Eneloop) คนขี่ไม่ต้องออกแรงถีบเพราะเคลื่อนที่ได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ถ้าไฟหมดก็สามารถเปลี่ยนกลับมาถีบตามปกติ เพื่อประจุไฟฟ้าใหม่ ซันโยขนานนามผลิตภัณฑ์นี้ว่า "จักรยานลูกผสม" หรือ "ซินเนอร์เจติก ไฮบริด ไบซิเคิล"
   7.เครื่องชาร์จสารพัดประโยชน์ เครื่องชาร์จไฟฟ้าพกพา รุ่น "ออล อิน วัน" ของ บริษัท เอเนอร์ไจเซอร์ไว้ใช้สำหรับจัมพ์ หรือพ่วงสายแบตเตอรี่รถยนต์เวลาไฟหมด และยังใช้เป็นเครื่องสูบลมยาง รวมถึงประจุไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่นๆ
   8."จอ" งอได้ เครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล รุ่น "สคิฟฟ์ รีดเดอร์" (Skiff Reader) ออกแบบโดย บริษัทแอลจี ดิสเพลย์ จอขาวดำดัดโค้งงอพับเก็บได้ใกล้เคียงกับสิ่งพิมพ์กระดาษทั่วๆ ไป แสดงภาพด้วยค่าความละเอียด 1,200×1,600 พิกเซล
   9."เน็ต" ทีวี ลักษณะหน้าตาโปรแกรม "คอนเน็กต์ ทีวี" (Connected TV) พัฒนาโดย บริษัทยาฮู! เจ้าของเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลอันดับ 2 ของโลก ช่วยเชื่อมต่อโทรทัศน์เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายดาย
   10."พีซี" ถอดได้ บริษัท เลอโนโว ประเทศจีน เกาะกระแสแท็บเล็ตพีซี หรือคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ออกผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตพีซีในตระกูลเครื่อง "ไอเดียแพด ยู 1 ไฮบริด" ติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 11.6 นิ้ว ซึ่งดึงออกมาจากตัวเครื่องเพื่อใช้งานโดยอิสระได้เลย ส่วนหน่วยประมวลผลใช้ของอินเทล คอร์ทูดูโอและระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7
   11.เครื่องวัดพลังงาน เครื่องวัดระดับการสิ้นเปลืองและใช้พลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน รุ่น "ไวร์เลส แอพพลายแอนซ์ แมเนเจอร์" คิดค้นโดย บริษัทโอเรกอน ไซน์ทิฟิก สหรัฐอเมริกา และบอกได้ด้วยว่าจุดไหนกินไฟเท่าไหร่จากสูงสุดถึงล่างสุด
   12.คอมพ์มือถือ "แดช โมบายล์" คอมพิวเตอร์มือถือของ โซนี่ ใช้ต่อเข้าเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังใช้เป็นเครื่องเล่นไฟล์มัลติมีเดียและอ่านหนังสือดิจิตอลได้ด้วย
   13.วิดีโอ 3 มิติ ในเมื่อกระแสทีวี 3 มิติมาแรงในปีนี้ บริษัทพานาโซนิก จึงผลิต "กล้องถ่ายวิดีโอระบบ 3 มิติ" ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้คลั่งใคล้การชมภาพ 3 มิติโดยเฉพาะ
   14.กล้องไว-ไฟ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล DSC-G3 ของ บริษัทโซนี่ มีเลนส์ซูม 4 เท่า จอแอลซีดีสั่งงานด้วยการสัมผัส และระบบจับภาพใบหน้าคมชัดอัตโนมัติ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่มาพร้อมกับระบบเชื่อมต่อกับโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือ "ไว-ไฟ" ในตัว ช่วยให้การอัพโหลดภาพขึ้นเว็บไซต์ทำได้รวดเร็ว ราคาราว 17,500 บาท
 
 
                                                                                                                        ขอบคุณข้อมูล : 

LEAP โต้ตอบคอมพิวเตอร์ด้วย"มือเปล่า"

LEAP โต้ตอบคอมพิวเตอร์ด้วย"มือเปล่า"

        ที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟเมื่อสิบปีก่อน (หรือเพิ่งผ่านสายตากันไปเมื่อปีที่แล้ว) กำลังจะกลายเป็นจริงแล้ววันนี้ โดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมคอมพิเตอร์ ในขณะที่หลายคนกำลังทึ่งกับ Kinect ของไมโครซอฟท์ ล่าสุดมีบริษัทเปิดใหม่ได้พัฒนาฮาร์ดแวร์อินเตอร์เฟซที่ให้คุณสามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยมือเปล่าเฉกเช่นในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ที่ทอมครูซใช้ถุงมืออินเตอร์เฟซวาดมือกลางอากาศราวกับร่ายเวทย์มนต์ เพื่อค้นหาข้อมูลอาชญากรใน Minority Report หรือ Tony Stark กับการหาแบบจำลองของธาตุใหม่ในภาพยนตร์เรื่อง Iron Man II ยังไงยังงั้น




                                                                          ที่มา : http://www.arip.co.th/news.php?id=415235

การเรียนรุ้ในศตวรรษที่ 21 ในทัศนะคติของเรา

การเรียนรุ้ในศตวรรษที่ 21 ในทัศนะคติของเรา



      ศตวรรษที่  21  ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าท้ายความสามารถของมนุษยชาติ  เพราะเป็นยุคที่โลกต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และข้อมูลข่าวสารทุกอย่างก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรอบตัวเราอีกต่อไป แค่เพียงคลิกที่ปลายนิ้ว  เราก็สามารถก้าวข้ามพรมแดนไปได้ทุกซอกทุกมุมโลก  ซึ่งแวดวงทางการศึกษาทั่วโลกต่างก้าวพ้นรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้ครูเป็นศูนย์กลาง  มาเป็นการเรียนรู้ในแบบกระบวนทัศน์ใหม่  เรียกได้ว่าเป็นการจัดการศึกษายุคฐานแห่งเทคโนโลยี หรือ Technology  Based  Paradigm  ในขณะทีประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญและมุมมองของการเตรียมเด็กไทยสู่ศตวรรษที่  21 ในประเด็นดังต่อไปนี้

คุณลักษณะของเด็กไทยในศตวรรษที่ 21  จะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ  3  ประการ

ประการแรก  คือ  มีทักษะที่หลากหลาย  เช่น  สามารถทำงานร่วมกับคนเยอะ  ๆ ได้อย่างรวดเร็ว  รับผิดชอบงานได้ด้วยตนเอง  และรู้จักพลิกแพลงกระบวนการแก้ไขปัญหาได้

ประการที่สอง  คือ มองโลกใบนี้เป็นโลกใบเล็ก ๆ ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะประเทศไทย  เพื่่อมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย

ประการสุดท้าย  คือ  เด็กไทยยุคใหม่ต้องมีทักษะด้านภาษา เพราะหากพูดหรือใช้แต่ภาษาไทยก็เหมือนกับมี "กะลา"มาครอบไว้

การศึกษาในศตวรรษที่  21  ครูจะต้องปรับแนวทางการเรียนการสอน (pedagogy) โดยครูจะต้องทำให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีเป้าหมายในการสอนที่จะทำให้เด็กมีทักษะชีวิต  ทักษะการคิด  และทักษะด้านไอที ซึ่งไอทีในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือใช้ไอแพดเป็น แต่หมายถึงการที่เด็กรู้ว่า  เมื่อเขาอยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเขาจะไปตามหาข้อมูล (data) เหล่านั้นได้ที่ไหน และเมื่อได้ข้อมูลมาเด็กต้องวิเคราะห์ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และสามารถแปลงข้อมูลเป็นความรู้ (knowledge) ได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเกิดจากการฝึกฝน ครูจะต้องให้เด็กได้มีโอกาสทดลองด้วยตนเอง

The  Flipped  Classroom หรือ  การเรียนแบบ "พลิกกลับ"  คือ วิธีการเรียนแนวใหม่ที่ฉีกตำราการสอนแบบเดิม ๆ ไปโดยสิ้นเชิงและกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกปัจจุบันที่ "การศึกษา" และ "เทคโนโลยี" แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน  Flipped  Classroom  เป็นการเรียนแบบ "กลับหัวกลับหาง" หรือ  "พลิกกลับ"  โดยเปลี่ยนรูปแบบวิธีการสอนจากแบบเดิมที่เริ่มจากครูผู้สอนในห้องเรียน  นักเรียนกลับไปทำการบ้านส่ง เปลี่ยนเป็นนักเรียนเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ผ่าน "เทคโนโลยี" ที่ครูจัดหาให้ก่อนเข้าชั้นเรียน และมาทำกิจกรรม โดยมีครูคอยแนะนำในชั้นเรียนแทน

ในต่างประเทศ วิธีการสอนแบบ "พลิกกลับ"  กำลังเป็นที่แพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น  โดยสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของ  Flipped  Classroom นี้ก็คือ  การใช้เทคโนโลยี การเรียนการสอนที่ทันสมัย และการให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรม  ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะกระตุ้นให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างเต็มที่   

ที่มาของการเรียนการสอนแบบ  Flipped  Classroom เกิดขึ้นในปี 2007  โดยครู 2  คน ในรัฐโคโลราโด  สหรัฐอเมริกา  ชื่อ โจนาธาน  เบิร์กแมน  และแอรอน  แซมส์ ได้ถ่ายคลิปวิดีโอการสอนของตนเองเอาไว้สำหรับนักเรียนที่ขาดเรียน เมื่อคลิปบทเรียนของครูทั้งสองเริ่มแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง  ครูหลายคนจึงเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ  อาทิ Podcasts  หรือ  YouTube เพื่อสอนนักเรียนนอกห้องเรียนและสงวนเวลาในชั้นเรียนไว้สำหรับการรวมกลุ่มทำแบบฝึกหัด หรือ ทำกิจกรรมร่วมกัน  และผลลัพธ์ที่ได้ คือ ดีกว่าการเรียนการสอนแบบเิดิม นักเรียนจะสามารถศึกษาดูผ่านทางโทรทัศน์ หรือ ในห้องแล็บคอมพิวเตอร์ หรือดูจากที่บ้านได้  เมื่อเข้าชั้นเรียน จะได้ใช้เวลาในห้องเรียนเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆในเรื่องที่สงสัย หรือขอให้ครูอธิบายเพิ่มเติมได้เข้าใจยิ่งขึ้น และเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่มีขีดจำกัด

      ในรูปแบบการเรียนการสอนวิธีนี้ ถือว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นในรูปธรรมให้นักเรียนได้เห็นและปฏิบัติจากประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีการจดจำและเกิดทักษะการเรียนรู้ได้ดีกว่าที่เรียนแบบนามธรรม  แต่ในมุมมองอีกด้านหนึ่งที่กว่าจะสอนให้นักเรียนรู้จักวิเคราะห์ เลือกใช้สื่อที่ถูกต้อง รู้จักเลือกศึกษาค้นคว้าในเรื่องต่าง ๆ ที่ตนเองสนใจนั้น  ก็จะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมกับนักเรียนก็จะแทรกอยู่บนหน้าจอเหมือนกัน  ดังนั้นในการใช้สื่อต่าง ๆในด้านของไอที ก็ควรที่แนะนำให้เข้าใจอย่างแท้จริงและในระยะแรกก็ต้องมีผู้คอยให้คำแนะนำที่ดีไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง  ครูต้องมีส่วนร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียนด้วยเหมือนกัน  

นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงงาน

นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงงาน

เเบตเตอรี่กระดาษ (SoftBatterys) 
   เเบตเตอรี่ชนิดใหม่ ที่ไม่ต้องนำไปรีไซเคิลหลังใช้ เสร็จเเล้ว เเต่ใช้เเล้วทิ้งเลยเเบบเศษขยะทั่วไปได้ถูก 
พัฒนาขึ้นเเล้วโดยบริษัทEnfucell ของFinland เเบตเตอรี่ดังกล่าวสามารถตัดปัญหาการรั่วไหลของโลหะเเละสารอัลคาไลน์ที่พบ เจอในเเบตเตอรี่ทั่วๆไป อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งเเวดล้อมด้วยเซลล์เชื้อเพลิงที่สร้างจากกระดาษนี้ทำงานด้วยหลักการเดียวกันกับถ่านนาฬิกา เเละถ่านไฟฉาย ไอออน(Ion) เดินทางจากขั้วลบ(anode) ผ่านสารละลายelectrolyte ไปสู่ขั้วบวก(cathode) ก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้า เเต่เเทนที่จะให้ไอออนเดินทางในกรอบโลหะซึ่งเต็มไปด้วยโลหะเป็นพิษอย่าง Lithium ทางบริษัท Enfucell ใช้กระดาษเเผ่นบางๆเป็นเส้นทางลำเลียงไอออน โดยเคลือบด้านนึงของกระดาษด้วยสังกะสี (zinc) เเละอีกข้างด้วยเเมงกานีส ไดออกไซด์(Manganese dioxide) ไอออนจะไหล ผ่านสารละลายของน้ำเเละ zinc
chlorideภายในกระดาษ
 
     เจ้าเเบตเตอรี่1.5V(เท่ากับถ่านไฟฉาย)ตัวนี้ไม่ได้เเค่เป็นมิตรกับสิ่งเเวด ล้อม เเต่ยังถูกด้วย เมื่อผลิตในจำนวนมากก็จะสามารถขายได้ในราคา
ชิ้นละหนึ่งเพนนี(ไม่ถึงบาท) โดยมีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ความบาง 4 ม.ม. ความกว้างเเละยาวอยู่ที่ 5x5 ซ.ม.
     SoftBatterysไม่สามารถให้พลังงานได้นานพอสำหรับกล้องดิจิตอลหรือนาฬิกาข้อ มือ เเต่เหมาะสำหรับระบบการชี้เฉพาะด้วยคลื่นความถี่วิทยุ RFID
(Radio Frequency Identification)tag หรือเเผ่นป้ายส่งข้อมูลไร้สายที่กำลังมาเเทนที่ระบบบาร์โค้ด ตัวอย่างการใช้ระบบRFID ก็เช่นเเผ่นป้าย ติด
ตัวสินค้าในร้านค้า มันสามารถทำให้เรารู้ได้ว่ามีสินค้าในสต็อกเท่าไหร่ เเบตเตอรี่จะเหมาะกับความบางของเเผ่นป้ายมาก
     ข้อดีอีกอย่างคือ เเผ่นป้ายRFIDที่มีเเบตเตอรี่ในตัวเองจะส่งสัญญาณได้ชัดเจนเเละไกลกว่า เเบตเตอรี่ก็ไม่ถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง เพราะพลังงานจะถูก
นำมาใช้เฉพาะตอนที่เเผ่นป้ายส่งสัญญาณเท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณผ่านของเหลวเเละอะลูมิเนียม สองอย่างที่มักบล็อกสัญญาณได้ด้วย
      บัตรอวยพรที่มีเสียงดนตรี เเผ่นพับโฆษณาสินค้า เเละเเผ่นปะชนิดต่างๆก็สามารถนำเเบตเตอรี่กระดาษไปใช้พัฒนาให้ดีขึ้นได้ เช่นจะทำให้เเผ่นปะกันรอยย่นเเละตีนกา(Anti-wrinkle patch) เเละ เเผ่นปะช่วยลดอาการอยากบุหรี่ (Stop-smoking patch) มีประสิทธิภาพดีขึ้น สมมุติว่าคุณใช้เเผ่นปะ นิโคตินเป็นประจำ เเต่เช้านี้รู้สึกอยากบุหรี่เป็นพิเศษ คุณก็เเค่กดปุ่ม เเบตเตอรี่จะจัดการให้

แหล่งข้อมูล : WWW.VCHARKARN.COM , WWW.TIME.COM 

นวัตกรรมกำเนิดไฟฟ้าจากกองขยะ ให้พลังงานแก่บ้านได้ 500 ครัวเรือน

นวัตกรรมกำเนิดไฟฟ้าจากกองขยะ ให้พลังงานแก่บ้านได้ 500 ครัวเรือน



        ความพยายามเพื่อพลังงานสะอาดล่าสุดของฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์เจีย นั้นมาพร้อมกับนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนเปลี่ยนก๊าซจากกองขยะให้กลายเป็นไฟฟ้า

ฐานทัพ ณ ฟอร์ตเบนนิ่ง ประเทศจอร์เจียได้ติดตั้งนวัตกรรมสถานีพลังงานของบริษัท “FlexEnergy”  2 เครื่องด้วยกันซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเปลี่ยนก๊าซเสียจากกองขยะให้เป็นไฟฟ้า ด้วยกำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์  ให้พลังงานที่เพียงพอแก่บ้านได้เกือบ 500 หลัง 

“FlexEnergy” นั้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่สร้างพลังงานจากก๊าซที่เป็นอันตราย ด้วยการส่งเข้าสถานีกำเนิดพลังงาน (Powerstations) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสถาบันวิจัยภาคใต้ผ่านโครงการเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมของกระทรวงกลาโหม และถึงแม้การแปลงก๊าซที่ฝังกลบเป็นพลังงานนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่เครื่องของ “FlexEnergy” มีเอกลักษณ์ตรงที่สามารถเก็บเกี่ยวก๊าซในระดับที่มีก๊าซมีเทนต่ำหรือมีแค่ร้อยละ 1.5 ซึ่งค่าในระดับนี้เคยได้รับการพิจารณาว่าไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้   นอกจากนี้ยังสามารถทำงานบนหลากหลายแหล่งที่มา อาทิ หลุมฝังกลบเหมืองถ่านหิน, แหล่งน้ำมันและโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย 

ทั้งนี้ บริเวณหลุมผังกลบหรือกองขยะนั้น จะมีปริมาณก๊าซมีเทนในระดับสูง ซึ่งเป็นที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 30 มากกว่าระดับของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นการแปลงก๊าซมีเทนไปเป็นพลังงานนั้น  ทำให้ฐานทัพสหรัฐสามารถช่วยลดปริมาณก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ 

ที่มาและภาพประกอบ http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดย  Copyright© www.energysavingmedia.com

สุดล้ำ!! จอแอลซีดีชาร์จตัวเองได้ ไม่ต้องง้อไฟฟ้าอีกต่อไป


สุดล้ำ!! จอแอลซีดีชาร์จตัวเองได้ ไม่ต้องง้อไฟฟ้าอีกต่อไป




นักวิศวกรรมจากยูซีแอลเอได้พัฒนาจอแอลซีดีที่ประกอบไปด้วยขั้วเซลล์แสงอาทิตย์  ช่วยให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถชาร์จพลังงานตนเองได้

“Liquid Crystal Display”  หรือที่เราเรียกสั้นๆว่าแอลซีดีนั้น เป็นจอแสดงผลที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เนื่องประสิทธิการเปล่งแสงที่สดใสและง่ายต่อการผลิต อย่างไรก็ตามพลังงานถึงร้อยละ 75 นั้นจะหมดไปกับขั้นตอนโพลาไรซ์แบบดั้งเดิม และความสดใสที่ได้มานั้นก็แลกกับพลังงานที่เก็บสะสมไว้

นักวิศวกรจึงได้พัฒนาโพลาไรเซอร์เซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถดักจับและนำแสงที่อาจสูญไปในขณะใช้งาน กลับมาใช้ใหม่ โดยโพลาไรเซอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวกรองแสง  และไม่เพียงจับแสงจากอุปกรณ์ขณะทำงานเท่านั้น จอแอลซีดีเก็บเกี่ยวพลังงานนี้ ยังสามารถเก็บเกี่ยวแสงจากธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงมันสามารถทำงานได้แม้ไม่มีการใช้งานก็ตาม 

ที่มาและภาพประกอบ http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดย Copyright© www.energysavingmedia.com


ออสเตรียเผยโฉม'รถบินได้'



ออสเตรียเผยโฉม'รถบินได้'




ออสเตรียเผยโฉม "แอโรโมบิล 3.0" รถบินได้รุ่นต้นแบบยนตรกรรมและนวัตกรรมการบินเข้าด้วยกัน
บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติออสเตรีย แอโรโมบิล เผยโฉม "แอโรโมบิล 3.0" รถบินได้รุ่นต้นแบบ ซึ่งผสมผสานยนตรกรรมและนวัตกรรมการบินเข้าด้วยกัน เพื่อปฏิวัติการเดินทางของโลกยุคใหม่
รถบินได้รุ่นต้นแบบนี้ สามารถแล่นบนถนนด้วยล้อทั้ง 4 เช่นเดียวกับรถทั่วไป หรือทะยานขึ้นไปในอากาศได้เช่นกัน ตัวรถมีน้ำหนัก 400กิโลกรัม และมีความยาวปีกจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งเพียง 8 เมตรเท่านั้น โดยจะกางออกมาเมื่อขึ้นบิน ทั้งยังสามารถบินหรือแล่นได้ไกลถึง 700 กิโลเมตร ใช้เชื้อเพลงน้ำมันเบนซินในการทำงาน และมีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานอยู่ที่ 13.33 กิโลเมตรต่อลิตรเท่านั้น
ยูไร วาซูลิก ซีอีโอของแอโรโมบิล บอกว่า รถบินได้จะช่วยให้การเดินทางรวดเร็วและสะดวกขึ้น ถ้าหากถนนข้างหน้ามีรถติด ก็เพียงแค่บินขึ้นบนฟ้า บริษัทยังให้ความสำคัญกับการออกแบบเช่นเดียวกับประโยชน์ใช้สอยดังกล่าว และมีแผนที่จะจำหน่ายรถบินได้เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แต่ขณะนี้ยังต้องทำการทดสอบนวัตกรรมใหม่นี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผ่านมาตรฐานการบิน และถ้าหากพร้อมแล่นหรือบินได้จริงเมื่อไหร่ พาหนะแบบใหม่นี้จะเป็นการปฏิวัติการเดินทางของมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ประกอบฉากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด
ฟลอรา ปีเตอร์เซน ผู้เข้าร่วมชมการเปิดตัวรถบินได้ จากกรุงเวียนนาของออสเตรีย บอกว่า หลงรักนวัตกรรมนี้ แม้ไม่รู้ว่าจะนำมาใช้งานได้จริงเมื่อไหร่ และถ้าหากใช้ได้จริงก็อยากลองขับรถบินได้คันนี้ด้วยตัวเองสักครั้ง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นวัตกรรม (Innovation)


นวัตกรรม (Innovation)



นวัตกรรม (Innovation) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คำว่า Innovare แปลว่า “ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา”
  สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (2549) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้ว่า นวัตกรรม คือ “สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม”
  โทมัส ฮิวส์Hughes,1987) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้ว่า “เป็นการนำเอาวิธีการใหม่ มาปฏิบัติหลังจากที่ได้ผ่านการทดลองและได้รับการพัฒนามาเป็นลำแล้ว และมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา”
  สมนึก เอื้อจิระพงษ์พันธ์และคณะ(2553) ได้ให้ความหมายของ นวัตกรรม หมายถึง “สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นจากการใช้ความรู้ ทักษะประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ ในการพัฒนาขึ้น ซึ่งอาจจะมีลักกษณะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ หรือกระบวนการใหม่ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม”
  สรุป นวัตกรรม คือ “สิ่งที่เกิดจากการใช้ความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆอย่างบูรณาการ เพื่อประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจ”
 องค์ประกอบของนวัตกรรม
  จากประเด็นที่เป็นแก่นหลักสำคัญของคำนิยาม  องค์ประกอบที่เป็นมิติสำคัญของนวัตกรรม มีอยู่ 3 ประการ คือ
1.ความใหม่ (Newness) หมายถึง เป็นสิ่งใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการ โดยจะเป็นการปรับปรุงจากของเดิมหรือพัฒนาขึ้นใหม่เลยก็ได้(Utterback,1971,1994,2004 ; Tushman and Nadler,1986;freeman & Soete,1997;Betje,1998;Herkma,2003;Schilling,2008)
2. ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefits) หรือการสร้างความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ นวัตกรรม จะต้องสามารถทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นได้จากการพัฒนาสิ่งใหม่นั้นๆซึ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอาจจะวัดได้เป็นตัวเงินโดยตรง หรือไม่เป็นตัวเงินโดยตรงก็ได้  (Utterback,1971,1994.2004;Drucker,1985,1993;Damanpour,1987;Smits,2002;DTI 2004)
3.  การใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์(Knowledge and Creativity Idea) สิ่งที่จะเป็นนวัตกรรมได้นั้นต้องเกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานของการพัฒนาให้เกิดซ้ำใหม่ ไม่ใช่เกิดจากการลอกเลียนแบบ  การทำซ้ำ เป็นต้น (Evan,1966; Drucker,1985,1993; Rogers,1995; Perez-Bustamante,1999; Smits,2002; Herkema,2003; Lemon and Sahota,2003; DTI,2004; Schilling,2008)
กระบวนการนวัตกรรม
  กระบวนการนวัตกรรม จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถดำรงอยู่และเจริญเติบโตต่อไปได้ ซึ่งกระบวนการประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ ๆ หลายประการ
1.การค้นหา(Searching)
เป็นการสำรวจสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อตรวจจับสัญญาณของทั้งโอกาสและอุปสรรค สำหรับการนำไปสู่จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
 2.  การเลือกสรร(Selecting)
เป็นการตัดสินใจเลือกสัญณาณที่สำรวจพบเหล่านั้น เพื่อจะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ทั้งนี้การเลือกสรรจำเป็นต้องมีความาสอดคล้องกับหลักกลยุทธ์ขององค์กร
3.  การนำไปปฏิบัติ(Implementing)
เป็นการแปลงสัญญาณที่มีศักยภาพ ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นและนำสิ่งเหล่านั้นออกเผยแพร่สู่ตลาดทั้งภายในและภายนอกองค์กร แต่สัญญาณที่ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นหากแต่จะเกิดขึ้น ด้วยการดำเนินงานขั้นตอนที่สำคัญอีก ๔ ประการ ดังนี้
3.1 การรับ (Acquring)
  คือ ขั้นตอนของการนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมขึ้น เช่น การสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากกระบวนการทางวิจัยและพัฒนา(R&D) , การทำวิจัยทางการตลาด รวมไปถึง การได้รับองค์ความรู้จากแหล่งอื่น ๆ โดยการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี (Technology Transfer) หรือการค้นคว้าร่วมกันในเครือพันธมิตร (Strategic Alliance) เป็นต้น
3.2 การปฏิบัติ(Executing)
  คือ ขั้นตอนของการนำโครงการดังกล่าวสู่การปฏิบัติงานภายใต้สภาพของความไม่แน่นอนต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยทักษะการแก้ปัญหา (Problem-Solving) ตลอดเวลา
3.3 การนำเสนอ (Launching)
  คือ การนำนวัตกรรมที่ได้ออกสู่ตลาด โดยอาศัยการจัดการอย่างเป้ฯระบบเพื่อให้นวัตกรรมนั้นสามารถเป็นที่ยอมรับจากตลาดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการนำออกสู่ตลาด
3.4 การรักษาสภาพ(Sustaining)
  คือ การรักษาสถานะภาพการยอมรับจากตลาด ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปและคงอยู่ให้นานเท่าที่จะเป็นได้ ซึ่งอาจจะต้องนำนวัตกรรมนั้น ๆกลับมาปรับปรุงแก้ไขในแนวความคิดหรือทำการเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น (Reinnovation) เพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ถึกพัฒนาให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น
4.  การเรียนรู้(Learning)
เป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรควรที่จะศึกษาและเรียนรู้ในชั้นตอนต่าง ๆของกระบวนการทางนวัตกรรมเพื่อก่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่แข้งแกร่ง และสามารถนำไปใช้พัฒนาวิธีการสำหรับจัดการกับกระบวนการทางนวัตกรรมเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น